ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง

มะเร็งคืออะไร?

เซลล์ปกติคืออะไร?

หากต้องการเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อกลไลการเกิดเซลล์มะเร็งนั้น ก่อนอื่นเราต้องมองพิจารณาไปที่เซลล์ปกติก่อน อันที่จริงแล้วเซลล์เป็นหน่วยย่อยที่มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวน เจริญและจัดเรียงตัวประกอบกันขึ้นมาเนื้อเยื่อและเป็นร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งการเจริญและแบ่งตัวนี้จะดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบและมีทิศทางที่ค่อนข้างตายตัว ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนเซลล์ที่สิ้นอายุขัยเท่านั้น โดยเซลล์ที่ตายแล้วจะถูกแทนที่โดยเซลล์ใหม่ที่ได้จากการแบ่งตัวและเจริญเติบโตออกมาจนได้ขนาดเท่ากับเซลล์เดิมที่เคยมี ในกรณีเมื่อเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บเซลล์ก็สามารถซ่อมแซมบาดแผลนั้นได้โดยเร่งจำลองตัวเองหรือแบ่งตัวเพื่อทดแทนเนื้อเยื่อที่เสียหาย อัตราการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจะชลอตัวลงสู่ภาวะปกติเมื่อเสร็จสิ้นการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บหรือสึกหรอ ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของเซลล์ปกติคือมีการตรวจสอบตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลาว่าควรจะแบ่งตัวเช่นไร

เซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติอย่างไรบ้าง?

เซลล์ที่พบในส่วนต่างๆ ของร่างกายอาจมีรูปร่างลักษณะและการทำงานที่แตกต่างกันตามแต่ตำแหน่งของเนื้อเยื่อ แต่ยังคงมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนและซ่อมแซมตัวเองในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดและดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบและมีทิศทาง กล่าวคือมีจุดที่กระบวนการนี้หยุดได้ สำหรับเซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการนี้เริ่มออกนอกลู่นอกทาง ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยเซลล์มะเร็งนั้นจะแบ่งตัวได้เร็วกว่าเซลล์ปกติ และจะแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องไม่รู้จักหยุด ลักษณะบ่งชี้คร่าวๆ ที่อาจสงสัยได้ว่ามีความผิดปกติคือเมื่อคุณรู้สึกหรือเห็นเป็นก้อนเนื้อ

การบำบัดรักษาโรคมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งนั้นสามารถใช้ได้หลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีทางเลือกมากมายที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ เช่น

                การผ่าตัด           : เป็นวิธีซึ่งศัลยแพทย์จะผ่าตัดเอาเนื้องอกออกเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคมะเร็ง

                การฉายรังสี       : เป็นวิธีที่เน้นการฉายรังสีโดยโฟกัสตรงจุดที่เป็นก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรืออาจจะเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการ

               เคมีบำบัด          : อาจคุ้นหูกันในนาม “การทำคีโม” เป็นวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการโดยการใช้ยาต้านมะเร็ง

               การบำบัดด้วยฮอร์โมน

วิธีการรักษาที่แตกต่างกันเหล่านี้อาจจะถูกใช้เพียงวิธีเดียวหรือใช้ร่วมกับวิธีอื่นหนึ่งหรือทั้งสองวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ประเภทและระยะของมะเร็ง รวมไปถึงความแข็งแรงของผู้ป่วยและวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อนหน้า

เคมีบำบัดคืออะไร?

เคมีบำบัดเป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ยาต้านมะเร็งไปฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยสามารถทำได้ทั้งการยาฉีดหรือการให้ผ่านสู่กระแสเลือดโดยตรง หรือบางกรณีก็ใช้เป็นแบบเม็ดสำหรับกิน อีกวิธีที่อาจเป็นได้คือการรับเคมีบำบัดโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือโพรงร่างกาย

เคมีบำบัดทำงานอย่างไรและใช้ตอนไหน?

เคมีบำบัดทำงานโดยการรบกวนหรือขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจจะมีผลต่อมะเร็งในแบบต่างๆ ทั้งชะลอ หยุดการเจริญเติบโต หรือถูกทำลายไป ตัวยาชนิดต่างกันจะมีผลต่อเซลล์มะเร็งต่างชนิดกัน แต่ในอีกทางหนึ่งยาหลายชนิดอาจใช้ได้ผลกับมะเร็งชนิดเดียวกัน ในทางปฏิบัติหมายความได้ว่าเป็นเรื่องปกติถ้าจะใช้ยามากกว่าหนึ่งยาร่วมกันเพื่อกำจัดมะเร็ง

Adjuvant Chemotherapy: คือการให้เคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือการฉายรังสี เพื่อที่จะถอนรากถอนโคนเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลือให้หมดสิ้น กล่าวคือช่วยขยายโอกาสการรักษานั่นเอง

Neo-Adjuvant Chemotherapy: เป็นการทำเคมีบำบัดก่อนได้รับการผ่าตัดหรือการฉายรังสีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผ่าตัดและการฉายรังสีให้มากขึ้นและเพิ่มความเป็นไปได้ของการรักษา

Palliative Chemotherapy: เป็นเคมีบำบัดแบบที่มุ่งเพื่อบรรเทาอาการเป็นหลักและเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ใช้เคมีบำบัดนานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการรักษาอาจจะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนๆ ก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วมักให้ยาเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลซึ่งจะใช้เวลาชั่วโมง หรือนานถึง 4 หรือ 5 วัน ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มักจะให้เป็นรอบๆ รอบละทุก 14-28 วัน ซึ่งจะต้องทำซ้ำ 2-6 ครั้งขึ้นอยู่ว่ากับมะเร็งของคุณตอบสนองต่อการรักษามากน้อยเพียงใด

ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด

อาการคลื่นไส้และอาเจียน

เบื่ออาหาร

เจ็บปาก                 

อุจจาระร่วง/ท้องผูก

เหน็ดเหนื่อย/เมื่อยล้า

ผมร่วง

การกดไขกระดูก

ยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกันจะก่อผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน และผู้ป่วยแต่ละรายจะมีโอกาสได้สัมผัสกับอาการข้างเคียงเหล่านี้ในระดับความรุนแรงที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีบ้างบางรายที่จะไม่ประสบผลข้างเคียงใดๆ ที่รุนแรงมากนัก